Eng Me Up Logo
Eng Me Up 10 Years
TRUSTED BY 
10,000+ Students
10+ Leading Organizations & Universities
Eng Me Up Logo
Eng Me Up 10 Years
TRUSTED BY 
10,000+ Students
10+ Leading Organizations & Universities
Eng Me Up Logo
Eng Me Up 10 Years
TRUSTED BY 
10,000+ Students
10+ Leading Organizations & Universities

Share :

Chapter 7
Part of Speech คืออะไร? 4 ประเภทของคำ (Noun / Verb / Adjective / Adverb) + เทคนิค Suffix เดาชนิดคำ

Part of Speech หรือประเภทของคำในภาษาอังกฤษ อาจารย์โจเน้น 4 ประเภทหลัก เรียงตามความสำคัญคือ Verb → Noun → Adjective → Adverb โดยแต่ละประเภทมี “หน้าที่” และ “ตำแหน่ง” ที่ชัดเจน หน้าที่-ตำแหน่งท่อง 2 นาทีก็จำได้ แต่หัวใจอยู่ที่การใช้จริงในข้อสอบ: รู้ก่อนว่าช่องว่างต้องการคำประเภทไหน แล้วใช้ Suffix / Prefix เดาชนิดของคำใน choice แม้ไม่รู้ความหมาย เช่น beautiful (Adj) → beauty (N) → beautifully (Adv) → beautify (V) — เป็นอัลกอริทึมพิชิตโจทย์ Grammar ของ TOEIC และ CU-TEP

เลือกอ่านตามหัวข้อ

Part of Speech มี 4 ประเภท เรียงตามความสำคัญ (Verb / Noun / Adjective / Adverb)

     Part of Speech หรือ ประเภทของคำ ในภาษาอังกฤษมีอยู่ 4 ประเภท คือ Verb, Noun, Adjective และ Adverb
ซึ่งเรียงตามลำดับความสำคัญดังนี้

1. Verb (กริยา) — หน้าที่บอก Main Action หรือ Main Idea ของประโยค, ต้องผันไปโครงสร้าง Tense

คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากถึงความสำคัญของพระเอกและพระรองของเรา ที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรให้พูดนะครับ แต่เป็นเพราะ บทความก่อนหน้าทั้งหมด เราให้ความสำคัญกับมันอย่างสุดๆ ไปแล้วต่างหาก [ห้ามไปต่อถ้ายังไม่รู้จักพระเอกและพระรองของเรานะครับ ^^]

2. Noun (นาม) — หน้าที่ Subject/Object · หน้าตา: Gerund, Infinitive, Pronoun, Noun Clause

หน้าที่

เป็น Subject (นางเอก) หรือ Object ของประโยค
ตำแหน่ง

หลัง Preposition
หลัง Article
หลัง Possessive Adjective

หน้าตา

Noun >> Cat, Dog, Table
Gerund >> Drinking, Walking, Eating
Infinitive >> To drink, To walk, To eat
Pronoun >> He, She, It, They, I, You, We
Him, Her, It, Them, Me, You, Us
Noun Clause >> What you have done hurts me.

     สิ่งที่คุณทำ ทำให้ฉันเจ็บปวด … สิ่งที่คุณทำ คือ Noun Clause ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค

3. Adjective (คุณศัพท์) — ขยาย Noun วางหน้า Noun / หลัง verb to be, Linking Verb

หน้าที่

ขยาย Noun

ตำแหน่ง

หน้า Noun
หลัง Verb to be/ หลัง Linking Verb
จำจากตัวประโยคแสดงตัวเราครับ LoL

  • I am very handsome.
  • A. Joe is  a handsome guy

4. Adverb (กริยาวิเศษณ์) — ขยายได้ทุกอย่างยกเว้นนาม

หน้าที่

ขยาย Verb/ Adjective/ Adverb (เหมาหมดแหละ ก็วิเศษณ์ไง)

ตำแหน่ง

อยู่พล่านไปหมด ช่างเหอะ 

[คือ ในบทเรียนเราเมื่อก่อน คือ ต้องมาแบ่งประเภทกันอีกไงว่า Adverb มีกี่ประเภท ประเภทนี้ 

อยู่ตรงไหน กว่าสมองจะ process เสร็จ ฝรั่งเดินหนีไปแล้วจ้า … หรืออย่างการทำข้อสอบถ้าเป็น

พวกแนว Sentence Completion แบบ TOEIC เราก็คิดตัวอื่นให้ครบก่อนแล้วเก็บ Adverb ไว้

เดา หรือถ้าเป็นพวก Error Detection ก็เน้นวิเคราะห์หน้าที่เป็นหลักอยู่ละ ถ้ายึดติดกับตำแหน่งที่อยู่ของมัน รับรองว่ามีเสียแต้มในหลายๆ ข้อ แน่นอนครับ]

ช้าก่อน!

     หน้าที่และตำแหน่งของคำแต่ละประเภท ใช้เวลา 2 นาที ก็ท่องกันได้หมดแล้วครับ ส่วนสำคัญคือการนำไปใช้จริงต่างหาก และปัญหาต่อมา มันมาตกอยู่ที่คำศัพท์นะครับ

ลองคิดดูสิครับ

     ถ้าเรากำลังทำข้อสอบ Grammar หรือข้อสอบวัด Structure … ใน 1 ช่องว่างที่เว้นไว้ให้เราเติม เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า “ต้องการคำประเภทไหน” ซึ่งนักเรียนที่ติดตามอาจารย์โจจะต้องแม่นเป๊ะ กับ Algorithm หรือ Step ในการพิชิตโจทย์ Grammar ของข้อสอบแต่ละประเภทกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น CU-TEP หรือ TOEIC (สามารถเข้าไปอ่านใน Mini-Book ได้ฟรี ที่ blog.englishmeup.com) นอกจากนั้น Grammar ที่เราต้องรู้ (ทัน) เราก็ปึ้กพอประมาณจาก Chapter ก่อนหน้านี้

ดังนั้น …

     เราจะพอรู้ทันทีว่า ช่องว่างนั้น ต้องการ Adjective หรือ Noun หรือ Verb หรือ Adverb เข้าไปเติม ซึ่งถ้าเรารู้ความหมายของศัพท์ใน Choice เราก็วิเคราะห์กันต่อได้อย่างไม่ยากเย็น เช่น beautiful ทุกคนแปลได้ คือ สวย ซึ่งแน่นอน มันก็ต้องไปขยาย Noun สิ ว่าสิ่งใดสวย คนใดสวย หรืออะไรสวย ดังนั้น beautiful เป็น Adjective แน่นอน

Algorithm พิชิตข้อสอบ — รู้ก่อนว่าช่องว่างต้องการคำประเภทไหน (TOEIC / CU-TEP)

     …. เห็นปัญหาแล้วใช่ไหมล่ะครับ ถ้าเจอศัพท์แปลกๆ ซึ่งผมบอกแล้ว คำศัพท์คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และไม่มีใครรู้ทุกคำครับ ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเราได้อย่างมากในการเดาว่าคำนั้นเป็นคำอะไร ก็คือ คือ คือ คือ (ที่ลากมา คือ ให้ตอบนะครับ) คือ …. ใช่ครับ Suffix หรือ สิ่งที่มาต่อท้ายคำนั้นนั่นเอง และเช่นเคย อาจารย์โจก็มีคลิปเรื่อง Suffix & Prefix มาฝากกันครับ

ใช้ Suffix / Prefix เดาชนิดของคำแม้ไม่รู้ความหมาย

     ดังนั้น เวลาเราท่องศัพท์สักคำหนึ่ง ด้วยวิธีการใดก็ตาม ไม่ว่าจะร้องเพลง เคาะทำนอง จำเป็นหมวดหมู่ หรือ ใช้ Application WORD ME UP สร้างความจำถาวรบนคำศัพท์เฉพาะ จากงานวิจัยการทำงานและจัดระเบียบข้อมูลของสมอง (Software คำศัพท์จะถูกแถมในคอร์สเตรียมสอบทุกชนิด) สิ่งหนึ่งที่อยากให้พยายามแตกยอดออกมาคือ ลองคิดว่า มันมี Part of Speech อื่นๆ ไหมน้า อย่างเมื่อกี้เรารู้จักว่า

แตก 1 คำเป็นหลายชนิด (beautiful → beauty → beautifully → beautify)

Beautiful = สวย เป็น Adjective 
[She is beautiful/ She is such a beautiful woman/ She looks beautiful]
ก็ลองไล่ต่อ ว่า เอ๊ะ! มี Noun ไหมน้า ….. ความสวย ประมาณนี้ ก็ คือ …. Beauty
[The whole area is famous for its natural beauty.]
มี Adverb ไหมน้า … อันนี้ค่อนข้างง่าย เติม –ly ไปหลัง Adjective ได้เป็น beautifully อย่างสวย เลยว่ะแก
[She can sing beautifully.]
มี Verb ไหมน้า … Beautify ทำให้สวยงาม
[The flowers on this hill beautify this area.]

อาจารย์โจมี Clip เทคนิคการสร้าง Vocab Brain Map
มาฝากกันครับ

     ลองไปฝึกฝนกันดู ไม่ต้องกลัวผิดครับ ลองคิดไปเรื่อยๆ โดยใส่ suffix ที่เราได้เรียนไปแล้ว แล้วลองใช้ feeling ดู อันไหนตลกก็ตัดทิ้ง แล้วลองเช็คดูจาก Online Dictionary ว่ามีคำแบบนี้ตามที่เราคิดหรือปล่าว 

     ทำไปบ่อยๆ เราจะเข้าใจ และแตกคำศัพท์ออกมาได้อีกมากมายอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น 

     Eat = กิน 

     เราลองทำให้เป็น Adj >> Eat + able = Eatable สามารถกินได้ … ปรากฎว่ามีคำศัพท์นี้จริง เราก็แต่งประโยคได้เลยครับ Is this thing eatable? สิ่งนี้มันกินได้ไม๊น้า แบบนี้ครับ

     … และการที่เราแยกออกว่า คำศัพท์ตัวนี้ เป็นคำประเภทอะไร เวลาเราต้องอ่าน Passage ยากๆ เราก็ยังเอา Grammar เหล่านี้ มาเดาความหมายได้อีกด้วยน้า หรือทำให้เกิดความหลากหลายในการใช้คำ เมื่อเราต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารด้วยนั่นเอง

💡 สรุปหัวใจสำคัญของ 4 เสาหลัก Part of Speech สำหรับปี 2026:
  • Verb (กริยา): พระเอกและพระรองที่กำหนดกาลเวลาและใจความสำคัญ (เรียนรู้เจาะลึกจากบทก่อนหน้า).
  • Noun (นาม): ทำหน้าที่เป็น “นางเอก” (Subject) หรือ “ผู้ถูกกระทำ” (Object) มักวางหลัง Article, Preposition หรือ Possessive Adjective.
  • Adjective (คุณศัพท์): ทำหน้าที่ “ขยายใจความให้นาม” วางไว้หน้า Noun หรือหลัง Verb to be และ Linking Verb.
  • Adverb (กริยาวิเศษณ์): ขยายได้ทุกอย่างยกเว้นนาม มักใช้ในโจทย์ Sentence Completion และ Error Detection เพื่อระบุลักษณะการกระทำ.
  • The Exam Algorithm: การใช้ Suffix และ Prefix เป็นเครื่องมือช่วยระบุประเภทคำ (Word Types) ได้ทันทีแม้จะไม่รู้ความหมาย ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความแม่นยำในข้อสอบระดับสูงครับ.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: Part of Speech มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

อาจารย์โจเน้น 4 ประเภทหลัก เรียงตามความสำคัญคือ Verb (กริยา), Noun (นาม), Adjective (คุณศัพท์) และ Adverb (กริยาวิเศษณ์) แต่ละประเภทมีหน้าที่และตำแหน่งเฉพาะ เช่น Noun เป็นประธาน/กรรม, Adjective ขยายนามวางหน้า Noun หรือหลัง verb to be

ใช้อัลกอริทึมครับ — ดูก่อนว่าช่องว่างต้องการคำประเภทไหน (Noun/Verb/Adj/Adv) แล้วใช้ Suffix/Prefix เดาชนิดของคำใน choice แม้ไม่รู้ความหมาย เช่น -tion/-ment = Noun, -ful/-ous/-al = Adjective, -ly = Adverb, -ize/-ify = Verb

Adverb ขยาย Verb/Adjective/Adverb และตำแหน่งยืดหยุ่นมากครับ เวลาทำ Sentence Completion ให้พิจารณาคำประเภทอื่นให้ครบก่อน แล้วค่อยเก็บ Adverb ไว้เดา ส่วน Error Detection ให้ยึด “หน้าที่ของคำ” เป็นหลัก อย่ายึดแค่ตำแหน่ง

How to Use ENG ME UP Blog

Head

เนื่องจากเนื้อหา “Mini Book” เรียน GRAMMAR ฟรี มีความต่อเนื่องกัน อาจารย์แนะนำให้ศึกษาตามลำดับ โดยเริ่มจาก Chapter 1
เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดครับ

เนื่องจากเนื้อหา “Mini Book” เรียน GRAMMAR ฟรี มีความต่อเนื่องกัน อาจารย์แนะนำให้ศึกษาตามลำดับ โดยเริ่มจาก Chapter 1 เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดครับ