Eng Me Up Logo
Eng Me Up 10 Years
TRUSTED BY 
10,000+ Students
10+ Leading Organizations & Universities
Eng Me Up Logo
Eng Me Up 10 Years
TRUSTED BY 
10,000+ Students
10+ Leading Organizations & Universities
Eng Me Up Logo
Eng Me Up 10 Years
TRUSTED BY 
10,000+ Students
10+ Leading Organizations & Universities

Share :

Mini Chapter 12
เทคนิค IELTS Reading ทำให้ทัน: สูตรบริหารเวลา 3 Passages (ก้าวให้ไม่ล้ม)

( IELTS Reading 2 )

Grammar เป็น Input ที่สำคัญมากๆ ในการนำไปใส่ใน Process และ Technique การทำคะแนน IELTS ในทุกพาร์ท ดังนั้น อาจารย์นุ้ย อยากให้นักเรียนได้เข้าไปอ่าน ไปทบทวน จาก 10 บทความเปลี่ยนทัศนคติต่อภาษาอังกฤษ โดยอาจารย์โจกันก่อนนะคะ https://blog.englishmeup.com/grammar

การสอบ ielts reading คือการแข่งกับเวลา ไม่ใช่แค่แข่งกับความรู้ศัพท์ ครูโจวางระบบ “ก้าวให้ไม่ล้ม”: รู้ว่า Passage 1 ง่ายสุด–Passage 3 ยากสุด, ใช้สูตร 15-17 นาที (P1) และ 20 นาที (P2) เพื่อเก็บ “กำไรเวลา” ไว้สู้ P3

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ความจริงของ 3 Passages: 40 ข้อ กับทักษะการอ่านที่หลากหลาย (Main Idea, Detail, Gist)

เจาะลึกความยาก: จาก Passage 1 (ข้อเท็จจริง) สู่ Passage 3 (บทความวิชาการ/ประวัติศาสตร์)

     พอเห็นหัวปุ๊บ เชื่อว่าสิ่งมาในความคิดของทุกคนก็คือมีแค่ 3 passages เอง ดังนั้น 1 ชั่วโมงยังไงก็ทัน ชิวชิว ทำไปกินข้าวไปก็ไหว แต่…! มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นน่ะสิคะ

     เพราะจริงๆ แล้ว… Passage 1 ความยาวจะอยู่ที่ 900 คำ และประกอบไปด้วยคำถาม 2-3 ประเภท เช่น True/False/Not Given, การตอบคำถามแบบสั้นๆ, เติมคำในช่องว่าง และทั้งนี้เองบทความแรกนั้นจะง่ายที่สุด โดยที่เนื้อหาจะยังไม่ซับซ้อนเท่าไร เป็นเรื่องมีไทม์ไลน์เดียว ยกตัวอย่างเช่นชีวประวัตินักวิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีชื่อเสียงของโลก หรือความรู้ที่ได้จากการวิจัยทั่วไปค่ะศัพท์เฉพาะที่ปรากฏอยู่ใน passage ก็จะยังไม่อลังการงานสร้างเท่าไหร่นัก ดังนั้นจึงอยากแนะนำว่าพยายามเก็บคะแนนจาก Passage แรกให้ได้มากที่สุดนะคะ เพราะคือเทวดาที่ลงมาโปรดเรานั่นเอง ส่วนที่เหลือน่ะ…(หรี่ตาพร้อมหัวเราะในลำคอ)

     ต่อมาก็คือ Passage 2 ความยาวจะอยู่ที่ 900-1000 คำค่ะ เนื้อหาจะยากขึ้นมาและซับซ้อนขึ้น ส่วนขอบเขตของเนื้อหาก็จะยังไม่พ้นเรื่องเดิมๆ ค่ะ คือเป็นบทความที่เราจะเจอได้ตามหนังสือเรียนหรือนิตยสาร แต่ทีนี้จะมีความเป็นวิชาการมากขึ้นและอาจจะไม่เป็นไทม์ไลน์เดียวแบบบทความที่ 1 แล้วอาจจะสลับไปสลับมาประหนึ่งละครข้ามชาติข้ามภพ ดังนั้นสิ่งที่ต้องระวังก็คือเนื้อความที่มีการขัดแย้งกันเองในบทความ ยกตัวอย่างเช่นใน Passage อาจจะมีนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยอะไรก็ตามที่เป็นเฉพาะด้านมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เราจึงต้องดูให้ออกว่าใครมีความคิดเห็นอะไร บางทีคนนึงอาจคิดหลายแง่มุมก็ได้ค่ะ และสำหรับข้อสอบเองก็จะยากขึ้น แต่แน่นอนว่าไม่เกินความสามารถเราค่ะ

     ส่วน Passage 3 เป็นบทความที่ยากที่สุดค่ะ เนื่องจากเนื้อหาจะค่อนข้างเฉพาะเจาะจงเป็นในด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เสียมากและจะมีคำศัพท์เฉพาะที่ยากต่อการเดาปรากฏขึ้นรวมถึงมีการเปรียบเทียบว่าสิ่งโน้นดีกว่าสิ่งนี้ สิ่งนี้ดีกว่าสิ่งนั้น และรายละเอียดเองก็จะเยอะ รวมถึงรูปแบบคำถามก็จะยากกว่าส่วนอื่นอาศัยการตีความและความเข้าใจมากกว่าบทความอื่นๆเช่นกันค่ะ

กลเม็ดเคล็ดลับบริหารเวลา: สูตร 15-17 นาที (P1) และ 20 นาที (P2) เพื่อชัยชนะใน P3

บริหารเวลาเป็น คะแนนเด่นแน่นอน

     อย่างที่ทราบกันดีว่าให้เวลามาทั้งหมด 1 ชั่วโมง และไม่ได้ให้เวลามาเผื่อสำหรับการลอกคำตอบลงกระดาษคำตอบ ทีนี้ แล้วจะจัดการเวลายังไงดี อันดับแรกสุดนะคะ จำไว้เลยว่าสามบทความจะเรียงลำดับจากง่ายไปหายากค่ะ

ให้เวลาลองคิดกันสักสิบวินะคะ ว่าถ้าเป็นตัวเองจะบริหารเวลายังไง

     …โอเคค่ะ หมดเวลา เชื่อว่าหลายคนคงคิดว่า ก็ทำข้อยากก่อนไง แล้วเก็บข้อง่ายๆ ไว้ทำทีหลัง เหมือนเวลาที่กินก๋วยเตี๋ยวแล้วต้องเก็บลูกชิ้นไว้กินตอนท้ายสุด (อาจารย์รู้ทุกคนเป็น เพราะอาจารย์ก็เป็นค่ะ) แต่พอมาเป็นเรื่องของข้อสอบ นอกจากส่วนของ Writing ที่แนะนำให้ทำยากไปง่าย (Task 2 ก่อน Task 1) แล้วนะคะ ก็ขอให้ระลึกไว้เลยว่าทำง่ายไปหายากนะคะ! ขีดเส้นใต้สามเส้น กาดอกจันสามดอกเลย

     อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงค่ะ เคยได้ยินคำให้การจากนักเรียน บอกว่าทำอันหลังก่อนเพราะมันยาก แล้วสุดท้ายปรากฏว่าก็ใช้เวลาทั้งชั่วโมงในการจมอยู่กับ Passage 3 พยายามแปลศัพท์ พยายามทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง แต่…ทำไงก็ทำไม่ได้ สุดท้ายก็ปล่อยเวลาและข้อสอบที่เหลืออีก 2 passages ให้ลอยหายไปตามสายลม (แน่นอนว่าคะแนนก็ไปด้วยเช่นกัน) ดังนั้น เราจึงควรทำข้อง่ายก่อน เพราะคะแนนของข้อในแต่ละ passage มันเท่ากัน หากเก็บอันง่ายได้ก่อน รับรองอย่างน้อยก็มีคะแนนมานอนกอดแล้ว และอยากแนะนำว่าควรบริหารเวลาโดยแบ่งเวลาแบบนี้นะคะ

Passage 1 >> 15-17 นาที – เพราะง่ายสุด และสามารถเก็บคะแนนได้ง่ายๆ

Passage 2 >> 20 นาที – ยากขึ้นเป็นอันดับสองค่ะ

Passage 3 >> เหลือเท่าไร เทให้หมดเลย

     แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมเวลาอีกเล็กน้อยที่จะเอามาเขียนคำตอบใส่กระดาษคำตอบ และรีเช็คด้วยว่าตัวเองตอบคำถามได้ถูกต้องหรือไม่ ใส่ตัวอักษรถูกไหม

เทคนิคเฉพาะประเภทคำถาม: การใช้ Part of Speech เพื่อหาคำตอบในช่องว่าง

     เนื่องจากประเภทของคำถามในข้อสอบการอ่านนั้นก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น True False Not Given,Multiple Choices, Matching Names etc. และอื่นๆ นับ 10 ประเภทเลยค่ะ ดังนั้นเนี่ยต้องดูให้ดีเพื่อที่เวลาเขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบแล้ว จะได้ไม่เขียนผิด ยกตัวอย่างเช่น เขาต้องการตัวอักษรของ Choice ก็ให้ใส่ตัวอักษรของ Choice ค่ะ อย่าใส่ตัวอักษรนำหน้า paragraph นะ มิฉะนั้นแล้วแม้ว่าจริงๆคำตอบในส่วนเนื้อหาจะถูก แต่ก็ถือว่าผิดอยู่ดีเพราะตอบไม่ตรงกับเฉลยของเขา

     และอีกเรื่องที่ต้องดูให้ดี สมมุติเขาให้เรื่องย่อหรือโน้ตมาแล้วมีช่องว่างต้องการคำเติมลงไป เราควรพิจารณาดูว่าช่องว่างนั้นๆ ต้องการหน้าที่ของคำประเภทใด ต้องการ part of speech ใด และเป็นคำหมวดไหน

ยกตัวอย่างเช่นประโยคด้านล่าง

There are currently approximately 6,800 languages in the world. This great variety of languages came about largely as a result of geographical……….…..

     จะเห็นได้ว่าหากเรามีความรู้ด้าน Part of Speech จนแม่นพอ จะรู้ได้ทันทีว่าตำแหน่งที่หายไปนั้นเป็นตำแหน่งของคำนามนั่นเอง เนื่องจากมี adj. อย่าง geographical นำหน้าค่ะ ดังนั้นเราต้องมองหาคำนามที่ปรากฏใน passage ซึ่งมี context หรือบริบทเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับคำถาม เพื่อนำมาตอบในช่องว่างให้ถูกต้องค่ะ

💡 หัวใจการจัดการเวลา Reading โดยครูโจ: การสอบ Reading คือการแข่งกับเวลา ไม่ใช่แค่การแข่งกับความรู้ศัพท์. ใน Mini Chapter 12 ครูโจวางระบบ “ก้าวให้ไม่ล้ม” ผ่าน 3 กลยุทธ์
  1. Understand the Gradient: ต้องรู้ว่า Passage 1 มักจะง่ายที่สุด (Factual) และ Passage 3 ยากที่สุด (Academic/Scientific). อย่าติดหล่มในข้อที่ยากจนเสียโอกาสในข้อที่ง่ายกว่า
  2. The 15-20 Rule: พยายามจบ Passage 1 ภายใน 15-17 นาที เพื่อเก็บแต้ม และใช้ Passage 2 ไม่เกิน 20 นาที. การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณมี “กำไรเวลา” ไปสู้กับ Passage 3 ที่ซับซ้อนที่สุดได้โดยไม่ลนลานครับ
  3. Active Grammar: เมื่อเจอศัพท์ยาก ให้ใช้ Part of Speech มาช่วยวิเคราะห์บริบท (Context) เพื่อเดาประเภทคำตอบที่ควรจะเป็นในช่องว่าง. การบริหารเวลาที่แม่นยำจะช่วยลดความกดดันและทำให้คะแนน 6.5+ เป็นเรื่องที่จัดการได้จริงครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ทำ IELTS Reading ให้ทันเวลายังไง?

ใช้สูตรบริหารเวลา: จบ Passage 1 ใน 15-17 นาที และ Passage 2 ไม่เกิน 20 นาที เพื่อเก็บ “กำไรเวลา” ไว้สู้กับ Passage 3 ที่ซับซ้อนที่สุด

Passage 3 (Academic/Scientific) ยากที่สุด ส่วน Passage 1 (Factual) ง่ายที่สุด อย่าติดหล่มในข้อยากจนเสียโอกาสในข้อที่ง่ายกว่า

ใช้ Part of Speech มาช่วยวิเคราะห์บริบท (Context) เพื่อเดาประเภทคำตอบที่ควรจะเป็นในช่องว่าง เช่น ควรเป็น Noun หรือ Verb

How to Use ENG ME UP Blog

Head

เนื่องจากเนื้อหา “Mini Book” เตรียมสอบ IELTS มีความต่อเนื่องกัน อาจารย์แนะนำให้ศึกษาตามลำดับ โดยเริ่มจาก Chapter 1
เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดครับ

เนื่องจากเนื้อหา “Mini Book” เตรียมสอบ IELTS มีความต่อเนื่องกัน อาจารย์แนะนำให้ศึกษาตามลำดับ โดยเริ่มจาก Chapter 1
เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดครับ