Mini Chapter 21:
เพิ่ม 3 Input ก่อนเดินในสนามยุทธ์ อัปคะแนน CU-TEP Listening ก้าวกระโดด
ฟังออกน่ะดี แต่ต้องฟังอย่างมีประสิทธิภาพ
โฟกัสให้ได้ คือ ฟังอย่างไรไม่ให้โดน Choice ล่อลวง …
- การเตรียมตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ
- การโต้ตอบในลักษณะ Informal Language ต้องมา
- Idiom ต้องมี
- โครงสร้าง Grammar ก็ต้องพึงระวัง
ซึ่งในส่วนโครงสร้างนี้ จะเป็นการวัดทักษะการฟังของเรา ว่าเราฟังได้ระดับไหน ระดับตื้นคือจับแค่คำศัพท์ หรือเราฟังได้ลึกถึงเจตนาการสื่อสารจากโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่ดี พร้อมแล้วไปเตรียมตัวกันเลย
เมื่อหูเริ่มพร้อมจาก Chapter 17 .. เรามาเตรียม Input เพิ่มเติม ก่อนเข้าสู่กลยุทธ์และเทคนิคพิชิตข้อสอบ CU-TEP Listening ใน Chapter ต่อไปๆ กันดีกว่าครับ
1. Everyday Expression: การรับมือ Informal Language ในบทสนทนา
ข้อสอบส่วน Conversation จะเป็นบทสนทนาที่มีการโต้ตอบกันของคน 2 คนขึ้นไป ดังนั้นสำนวนการขอร้อง การเสนอแนะ การแสดงความคิดเห็น ทิศทางการตอบโต้ ตอบรับ ตอบตกลง ตอบปฏิเสธ หรือกึ่งประชดประชัน จึงมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งข้อสอบ CU-TEP ก็มักวาง Choice หลอกในส่วนนี้บ่อยครั้ง เช่น
- A man: We should go home early today because I am really bushed.
- A Woman: You can say that again!
พอฟังจบปุ๊ป เราก็มักจะเห็น Choice นึง ประมาณว่า “A woman asked a man to repeat what he said.” ซึ่งถ้าเราฟังแล้วแปลตามตัว ก็อาจจะตอบข้อที่เขาตั้งใจหลอกนี้ทันที แต่เราต้องไม่พลาดครับ เพราะอาจารย์เตรียมเอกสารสำนวนการโต้ตอบ และแสดงความรู้สึก ที่มักเจอในข้อสอบ CU-TEP ไว้ให้ใน Chapter นี้แล้ว … ซึ่งเราก็จะทราบว่าสำนวน “You can say that again!” แปลว่า I agree ตะหากล่ะ ซึ่งภาษาไทยก็คือ “พูดอีกก็ถูกอีก” อาจารย์โจให้จำง่ายๆ ครับ เวลาเราแต่งตัวสวยมากไปโรงเรียนวันนี้ เพื่อนเจอก็บอกเราว่า “เห้ย!วันนี้แกสวยจัง” เวลาเราตอบเพื่อนไปว่า “แกว่าไงนะ” ด้วยน้ำเสียงผสมสีหน้ามีความสุข ความหมายลึกๆ ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ยิน แต่อยากได้ยินอีกตะหากล่ะ ก็มันชอบใจหนิ
เอาล่ะ อาจารย์โจเคยได้รับ #อาจารย์ซุ่มทุ่มไม่อั้น แต่ไม่ใช่ทุ่มเงินนะครับ ทุ่มความรู้และเทคนิคการสอบให้กับนักเรียนของอาจารย์ต่างหาก ว่าแล้วก็กดปุ่ม เพื่อ Download เอกสาร พร้อมเปิด Clip เพื่อเรียนไปพร้อมๆ กันได้เลยครับ
2. Grammar Logic: การใช้โครงสร้างไวยากรณ์เพื่อวิเคราะห์วัตถุประสงค์การสื่อสาร
โจทย์ CU-TEP Listening หลายๆ ครั้ง ก็วัดทักษะการฟังในระดับลึก คือ แค่ฟังประโยคแล้วจับคำศัพท์ออกมาแปลความหมายอาจไม่เพียงพอ นั่นเพราะมักมี Choice ที่เตรียมหลอกเราอยู่
การฟังในระดับลึกขึ้น หมายความว่า เราต้องเข้าใจเจตนาหรือวัตถุประสงค์การสื่อสาร ซึ่งเจตนาหรือวัตถุประสงค์การสื่อสารที่ว่านี้ก็ซ่อนอยู่ในโครงสร้างหรือแกรมม่าที่เราเกลียดกลัวนั่นแหละครับ อาจารย์โจจึงเน้นเสมอตั้งแต่ Writing Part ว่าเราต้องเตรียม Input อย่างเป็น Step เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการคิดอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
ยังมีรายละเอียดอีกหลายจุดที่นักเรียนอาจเสียคะแนนใน Part นี้ได้อีกครับ ซึ่งถ้าเรารู้จักเตรียมตัวก่อนฟัง โฟกัสว่าจะฟังตรงไหน และรู้เท่าทันข้อสอบและการวาง Choice เราก็จะไม่พลาดเสียท่าง่ายๆ … ดังนั้น ประสบการณ์ และการเข้าใจกระบวนการออกข้อสอบ CU-TEP ที่แท้จริง ตลอดจนการคัดเลือกข้อสอบเก่าที่เหมาะสมมาให้นักเรียนในคอร์สได้ฝึกกันอย่างครบถ้วน จึงเป็นปัจจัยที่นักเรียนประสบความสำเร็จในการสอบ CU-TEP ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาครับ
3. Idioms Mastery: เทคนิคการเดาสำนวนและแสลงที่มักเป็นตัวเลือกใน Choice
Idioms หรือ สำนวน คืออีกส่วนหนึ่งที่เราจะโดน Choice หลอกได้ ถ้าเราแปลมันไปตรงๆ
Idiom ใน CUTEP ออกไม่ลึกนะครับ คือถ้าเปรียบกับภาษาไทย ก็คงจะเป็นคำพังเพยครับ คือแปลไม่ยาก แต่ต้องคิดว่ามันเทียบกับอะไร เป็นแง่บวกหรือลบอะไรประมาณนั้น ดังนั้นไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือเล่มหนาปึ้กมานั่งท่องนะครับ (ในคอร์สอาจารย์เตรียม Idiom Pocketbook ให้ครบและพอเพียงกับการสอบเรียบร้อยแล้ว) เช่น
The food is really out of this world!
เราก็ต้องเดาครับว่า “อาหารโคตรนอกโลกเลย” คือไรหว่า? อย่างน้อยเดาแง่มันให้ได้ ว่ามันดีหรือไม่ดี บวกหรือลบ ประมาณนี้ ซึ่งบางคนเดาว่าต้องไม่ดีแน่ๆ “นอกโลก” แต่จริงๆฝรั่งบอกว่า เห้ย!หากินในโลกไม่ได้เลยนะเว้ย มันต้องเจ๋งมากแน่ๆ ประมาณนั้น
Workshop: วิเคราะห์สำนวน 'You can say that again!' และ 'Out of this world!' ในข้อสอบจริง
เราลองมาดูตัวอย่าง Idiom ที่ออกบ่อยๆ ในข้อสอบ CU-TEP Listening กันครับ สัญญาก่อน ว่าต้องเดาดูก่อนนะครับ จะได้จำไปในตัว อย่าเพิ่งฟังเฉลยล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มเลอ!
💡 3 Input ลับสู่ความสำเร็จในพาร์ทฟัง โดยครูโจ: การฟังออกอย่างเดียวไม่ช่วยให้ได้คะแนนสูง หากขาดความเข้าใจในบริบทแฝง. ใน Mini Chapter 21 ครูโจสรุป 3 อาวุธหนักที่ต้องเติมก่อนสอบ
- Everyday Expression: ต้องแม่นสำนวนที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน (Informal Language) เช่น "You can say that again!" ซึ่งแปลว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
- Grammar Logic: ใช้ความรู้ไวยากรณ์ (Structure) มาช่วยวิเคราะห์ทิศทางและวัตถุประสงค์ของผู้พูด แม้จะฟังคำศัพท์บางคำไม่ออก
- Idioms Mastery: ฝึกเดาความหมายจากบริบทเมื่อเจอแสลง เช่น "Out of this world!" ที่แปลว่าดีเลิศหรืออร่อยมาก. การเติมทั้ง 3 Input นี้จะเปลี่ยนจากการ "เดาสุ่ม" เป็นการ "เดาอย่างมีหลักการ" และทำให้พาร์ท Listening กลายเป็นพาร์ทช่วยดึงคะแนนสู่เป้าหมาย 80+ ได้จริงครับ