ARTICLE 45 (NEW) : UPDATE! TOEIC รูปแบบใหม่ เริ่มใช้หรือยัง ต่างจากเดิมอย่างไร?the Complete E-Book for TOEIC 700+

UPDATE! TOEIC รูปแบบใหม่ เริ่มใช้หรือยัง ต่างจากเดิมอย่างไร?

ผู้สนใจสามารถศึกษาแนวทางและเทคนิคการเตรียมสอบ TOEIC ให้ได้ผล 100%

จาก 44 บทความก่อนหน้าตามลำดับ 

———————————————–

คำแนะนำก่อนเรียนจาก the Complete Blog for TOEIC 700+

อาจารย์ตั้งใจทำ Blog นี้ ให้เป็นเสมือนหนังสือที่มีชีวิต 1 เล่ม ที่ผู้เตรียมสอบ TOEIC สามารถใช้เป็น Guideline ในการเตรียมสอบ ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินเรียน หรือเป็นเครื่องพิสูจน์ก่อนเลือกที่เรียนด้วยสติ ไม่ใช่หลงไปตามการตลาดขายฝัน ประกอบด้วย

  1. 44 บทความ ที่จะวิเคราะห์ข้อสอบ TOEIC อย่างถึงแก่น ทุก Part การสอบ ไปตามลำดับ พร้อมกลยุทธ์และเทคนิคแบบจัดเต็ม ประยุกต์ทำโจทย์ข้อสอบจริงได้ทุกประเภท 

  2. 25 วิดีโอ ความยาวกว่า 7 ชั่วโมง โดยวิดีโอเหล่านี้เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ที่จะแทรกอยู่ในแต่ละบทความ เช่นเดียวกับเอกสารแจกฟรีต่างๆ เพื่อใช้ขยายความการบรรยายในบทความ หรือเป็นการพิสูจน์เทคนิคที่กล่าวไว้ โดยการนำมาประยุกต์กับโจทย์จริง ให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด

*กรุณาศึกษาเรียงตามลำดับ เนื่องจากบทความทั้ง 44 บทความ ต่อเนื่องกัน*

———————————————–

นักเรียนหลายท่านอาจวิตกกังวลต่อการสอบ TOEIC เป็นอย่างมาก ว่าจะเตรียมสอบอย่างไร เนื่องจากหลายๆ สื่อ ออกบทวิเคราะห์ TOEIC รูปแบบใหม่ ที่ถูกใช้นำร่องที่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา และหลายสื่อต่างก็ขู่ และโหมทำการตลาดอีก ว่าให้รีบสอบ เนื่องจาก TOEIC แบบใหม่ จะยากกว่าเดิม วันนี้อาจารย์โจมาไขข้อข้องใจทุกข้อสงสัยครับ

 

ข้อสอบ TOEIC รูปแบบใหม่ใช้ในประเทศไทยแล้วหรือยัง?

ณ ปัจจุบัน

  • ช้อสอบ TOEIC ทั่วไป ยังคงใช้ข้อสอบ TOEIC แบบเดิม โดยอาจารย์โจได้สอบถามกับทาง ETS ประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยจะไม่นำข้อสอบ TOEIC แบบใหม่ มาใช้ภายในปี 2018 นี้ อย่างแน่นอน โดยคาดการณ์ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2019 และจะแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน

  • ข้อสอบ TOEIC Public จะเริ่มใช้ข้อสอบแบบใหม่ ตั้งแต่เดือน May 2018 เป็นต้นไป โดยจะจัดให้สอบเพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น

ข้อสอบ TOEIC ทั่วไป แตกต่างจากข้อสอบ TOEIC Public อย่างไร?

โดยปกติแล้ว เวลาเราพูดถึงข้อสอบ TOEIC เราจะหมายถึงข้อสอบ TOEIC แบบทั่วไป แต่ในความเป็นจริง ข้อสอบ TOEIC ในประเทศไทย มี 2 แบบคือ ข้อสอบ TOEIC ทั่วไป และข้อสอบ TOEIC Public ซึ่งสอบ 2 Parts ได้แก่ Listening 100 ข้อ และ Reading 100 ข้อ รวมเป็น 200 ข้อ โดยรูปแบบเป็นการเลือก Choice เหมือนกัน และมีเวลาให้เท่ากัน โดยมีความแตกต่าง ดังนี้

  • ข้อสอบ TOEIC ทั่วไปมีจัดสอบแบบทุกวัน (Daily) ส่วนข้อสอบ TOEIC Public จัดสอบเดือนละครั้ง (Monthly)

  • ข้อสอบ TOEIC ทั่วไป ราคาค่าสอบถูกกว่าข้อสอบ TOEIC Public

  • ข้อสอบ TOEIC ทั่วไป เหมาะกับการสอบเพื่อยื่นคะแนนในประเทศไทย ส่วนข้อสอบ TOEIC Public เหมาะกับการสอบเพื่อยื่นคะแนนในต่างประเทศ

  • ข้อสอบ TOEIC ทั่วไป มีการนำชุดข้อสอบที่เคยใช้สอบไปแล้วกลับมาใช้อีก ส่วนข้อสอบ TOEIC Public จะเป็นข้อสอบใหม่เสมอ

  • ใบคะแนนของข้อสอบ TOEIC โดยทั่วไปเป็นแบบย่อ ส่วนใบคะแนนของข้อสอบ TOEIC Public เป็นแบบเต็ม กล่าวคือ มีการกล่าวถึงระดับทักษะต่างๆ ที่ผู้สอบมี โดยอ้างอิงจากคะแนนสอบที่ได้

 

ข้อสอบ TOEIC แบบเดิม VS ข้อสอบ TOEIC แบบใหม่

Untitled

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

สิ่งที่เหมือนเดิม

1.  คะแนนเต็ม 990 เท่าเดิม

     Listening Part     495         คะแนนเท่าเดิม

     Reading Part       495         คะแนนเท่าเดิม

2.  เวลาในการทำข้อสอบ 120 นาทีเท่าเดิม

3.  จำนวน Parts การสอบ 7 Parts เท่าเดิม

      Listening              4              Parts

      Reading                 3              Parts

4.  พาร์ทที่รูปแบบข้อสอบยังเหมือนเดิม (แต่เปลี่ยนแปลงจำนวนข้อ) คือ

  • Part 1: Photographs

  • Part 2: Question-Response

  • Part 5: Incomplete Sentences

สิ่งที่แตกต่าง

Listening Test (ข้อสอบการฟัง)

Part 1: Photographs (รูปถ่าย)

ลดจำนวนข้อ จาก 10 ข้อ เหลือเพียง 6 ข้อ โดยรูปแบบยังเป็นแบบเดิม 100%

Comment

Part ที่หลายคนชื่อชอบ ถูกลดจำนวนลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ Classic TOEIC (โบราณมาก) 20 ข้อ เหลือ 10 ข้อใน Redesigned TOEIC (ปัจจุบัน) และเหลือเพียง 6 ข้อ ใน New TOEIC ซึ่งเป็นไปตามคาด เนื่องจากเป็น Part ที่วัดการใช้จริงได้น้อย อีกทั้งทำคะแนนได้ง่าย (วัดจากค่าเฉลี่ยทั่วโลก) อีกด้วย

Part 2: Question – Response (คำถามคำตอบ)

ลดจำนวนข้อลงเช่นกัน จาก 30 ข้อ เหลือ 25 ข้อ โดยยังเป็นรูปแบบเดิม 100%

Comment

เป็นไปตามคาดเช่นกัน สำหรับ Part เก็บคะแนนของเรา Part นี้เป็น Part ที่ไม่ต้องฟังออกหมด แต่สามารถคาดคะเน Response ได้จากการฟัง Question ที่แม่นยำ (อาจารย์โจรวบรวมทุกประเภทคำถาม การลวง ในแต่ละ Level คะแนนไว้ให้ในคอร์สแล้ว)

Part 3: Conversations (บทสนทนา)

จำนวนเพิ่มขึ้น จาก 30 ข้อ (10 บทสนทนา) เป็น 39 ข้อ (13 บทสนทนา) โดยมีรูปแบบที่เปลี่ยนไป (อ้างอิงจาก ETS) ดังนี้

     A. Conversations that include shorter turns and more exchange

ผู้พูดจะพูดแต่ละครั้งสั้นลง แต่จะมีการพูดสลับไปมามากครั้งขึ้น เช่น ปกติบทนสนทนาจะเริ่มที่ผู้พูด A แล้ว ต่อด้วย B จากนั้นก็กลับไปที่ A และ B อีกรอบ (A — B — A — B) ส่วนในข้อสอบ TOEIC แบบใหม่จะเป็น (A – B – A – B – A – B)

     B. More than two speaker in a conversation

ในบทสนทนาบางบทอาจมีผู้พูดถึง 3 คน (ประมาณ 20% – 30%) โดยอาจมีการพูดชื่อคนใดคนหนึ่งขึ้นมาด้วย (ของเดิมไม่มี เพราะ เป็นผู้ชาย 1 คน และ ผู้หญิง 1 คน)

ojkxl2hg0vmPT4uMXRK-o

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

C. New question type testing the connection of what is heard in a conversation or talk and what is seen in a graphic.

ประเด็นนี้พบได้ทั้งใน Part 3: Conversation และ Part 4: Talk กล่าวคือ มีคำถามประเภทใหม่ ที่จะให้เราพิจารณาความเชื่อมโยง ระหว่างสิ่งที่เราได้ยินกับรูปภาพทีกำหนดมาให้

ojkxmx9rkYg4k3coEcj-o

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

D. New question type testing a speaker’s implied meaning in the context of conversation or talk

ข้อนี้ก็จะมีทั้งใน Part 3 และ Part 4 เช่นกัน กล่าวคือ TOEIC แบบใหม่จะมีคำถามเกี่ยวกับความหมายที่กล่าวเป็นนัยของผู้พูด โดยพิจารณาจากบริบทที่เราได้ยิน เช่น

Why does the woman say “I can’t believe it?”

      (A) She strongly disagrees.

      (B) She would like an explanation.

      (C) She feel disappointed.

      (D) She is happily surprised.

Comment

แน่นอนว่า Conversation จะต้องเป็นส่วนหลักใน Listening เนื่องจาก TOEIC เน้นการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ดังชื่อ Test of English for International Communication จริงๆ จำนวนข้อไม่ใช่ปัญหาของเรา เนื่องจากเทคนิคเตรียมตัวก่อนฟัง เพื่อ Focus เร็วและแม่นยำ เพิ่มสมาธิระหว่างทำยังอยู่เหมือนเดิม แต่ การที่ บาง Conversation มีจำนวนผู้พูดเพิ่มขึ้น ทำให้เราต้องระแวดระวัง และใส่สมาธิลงไปมากกว่าการจับเสียงผู้ชายและเสียงผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การที่เพิ่มคำถาม Implication ในข้อ D เข้ามา ทำให้ได้คะแนนจากส่วนนี้ยากขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องเข้าใจบริบทโดยรวม หรือแม้กระทั่งน้ำเสียงซึ่งสื่อถึงอารมณ์ของผู้สื่อสารในการสนทนานั้นๆ

สรุป คือ เทคนิคไม่ต่างจากเดิม ต้องเพิ่มการระมัดระวังเรื่องชื่อคนเพิ่มเข้ามา และได้คะแนนในข้อ Implication ยากขึ้น แต่เนื่องจากฟังคำพูดแต่ละคนสั้นลง ทำให้สมองเราแบ่งส่วนหลักๆ ในการฟังได้ชัดขึ้น

Part 4: Talks (บทพูด)

จำนวนเท่าเดิมเป๊ะ โดยจะมี ภาพให้ดูประกอบการฟังไปด้วย รวมถึงคำถามประเภท Implication ที่ต้องอาศัยการตีความจากบริบทโดยภาพรวม ดังที่ได้กล่าวมาแล้วใน Part 3: Conversation

ojkxorjpt4xONS4oSpv-o

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

ojkxo3jcxMmEodL4gmu-o

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

Comment

เช่นเดียวกับ Part 3 เทคนิคการเตรียมตัวก่อนฟังยังคงเดิม บทพูด เป็นคนเดียวเหมือนเดิม จึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราแค่ต้องมองภาพ (หากมี) ให้เพิ่มในข้อสอบ เพื่อประกอบการฟังบทพูดนั้นๆ รวมถึง หากมีคำถามประเภท Implication ก็อาจต้องคิดถึงสิ่งที่เขาไม่ได้ตีความตรงๆ แต่ต้องพิจารณาจากบริบทมากขึ้นนั่นเอง

 

Reading Test (ข้อสอบการอ่าน)

Part 5: Incomplete Sentences (ประโยคที่ไม่สมบูรณ์)

ลดจำนวนลงจาก 40 ข้อ เหลือ 30 ข้อ โดยใช้รูปแบบเดิมเป๊ะ 100%

Part 6: Text Completion (การทำให้บทความสมบูรณ์)

จากเดิมมี 12 ข้อ แบบใหม่เพิ่มเป็น 16 ข้อ เป็น e-mail หรือพวก memo อะไรพวกนั้นเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนเป็นมี 4 ข้อ ต่อ 1 e-mail  หรือ memo จะไม่เขียนตัวเลือกไว้ในข้อความเหมือนแบบเดิม และมีทีเด็ดก็คือเพิ่มตัวเลือกที่ยาวกว่าเดิมมาอีก 1 ข้อ ซึ่งปกติที่เราเคยเจอในแบบเก่าจะเป็นตัวเลือกที่เป็นคำๆ แต่นี่ยาวเป็นประโยคเลย ดังตัวอย่างด้านล่าง

ojkxptj4a8g8Zx3kfHm-o

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

Comment

การลดจำนวนข้อ ใน Part 5 และ Part 6 ซึ่งเป็น Part ที่วัด Grammar และ Vocabulary จาก 52 ข้อ เป็น 46 ข้อ ถือว่ามีข้อดี เพราะรูปแบบการคิดต้องอาศัย Algorithm ตามขั้นตอน เพื่อประยุกต์โจทย์ได้ทุกรูปแบบ และประหยัดเวลาในข้อที่ไม่ได้ลงไปในระดับลึก โดยเราไม่แปล และเน้นการคิดเป็นท่อนๆ เพื่อลดความสับสน (ศึกษาจากบทความ 44 บทความแรก) ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐาน Grammar และ คำศัพท์ที่แม่นยำ และไปฝึกจนเกิดความชำนาญ โดยมีเป้าหมายต้องเสร็จภายใน 25 นาที หรือข้อละ 30 วินาทีโดยเฉลี่ย เพื่อเอาเวลาไปลุย Part 7 ที่เป็นการอ่านจริงๆ ที่ไม่ได้ยาก ไม่ซับซ้อน แต่เยอะมากๆ นั่นเอง

การเตรียมตัว กระบวนการคิด และเทคนิคเหมือนเดิม การบริหารเวลาก็กำหนดไว้ที่ 20 – 25 นาที ต้องเสร็จเช่นเดิม

 

Part 7: Reading Comprehension

Part นี้ เรียกได้ว่า เป็น Part ที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดในข้อสอบ TOEIC แบบใหม่

จำนวนบทความที่อ่านก็เพิ่มขึ้น จำนวนข้อมีการเปลี่ยนแปลง

Single Passages (บทความเดี่ยว)

คำถามเพิ่มจาก 28 ข้อ เป็น 29 ข้อ โดยบทความที่เราต้องอ่านจะเพิ่มจาก 7-10 บทความ เป็น 10 บทความ อย่างไรก็ตาม จำนวนคำถามต่อบทความจะลดลงจาก 2-5 คำถามต่อบทความ เป็น 2-4 คำถามต่อบทความ

Double Passages (บทความคู่) >> Multiple Passages (บทความหลายบทความ)

เปลี่ยนชื่อไปเลย จาก Double Passages เป็น Multiple Passages โดยมีการเพิ่มคำถามจาก 20 ข้อ เป็น 25 ข้อ และที่สำคัญคือ จากเดิมที่มี 4 Double Passages ในข้อสอบ TOEIC แบบใหม่จะมี 2 Double Passages และ 3 Triple Passages (บทความสามบทความ) แทน โดยแต่ละชุด ยังคงมี 5 คำถามเช่นเดิม

  • โจทย์บางชุดสำหรับ Reading Comprehension จะให้ข้อมูลมา 3 ส่วน เพื่อให้อ่านเชื่อมโยงกัน แล้วตอบคำถาม (จากของเก่าที่มากสุดมีแค่ 2 ส่วน) โดยทั้ง 3 ส่วนอาจจะเป็นข้อมูลจากหน้าเว็บ, อีเมล, และใบประกาศ เช่น

Screen Shot 2561-04-29 at 23.50.57

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

Screen Shot 2561-04-29 at 23.51.11

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

Screen Shot 2561-04-29 at 23.51.27

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

Ex. Which membership did Ms. Rose most likely purchase this year?

(B) Basic              

(C) Plus                

(D) Gold

Ex. When would a special exhibit not be free to museum members?

(A) In January   

(B) In June         

(C) In August     

(D) In November
 

แนวการตอบ: เราจะต้องอ่านโจทย์ และเช็คข้อมูลจาก 2 หรือทั้ง 3 ส่วนเพื่อหาคำตอบ เช่นข้อแรกถามว่า Ms. Rose จะสมัครสมาชิกแบบไหน เราต้องดูเทียบข้อมูลจากหน้าเว็บ (อันแรก) กับอีเมลอันที่ 2 ซึ่งเค้าบอกว่าแนบเช็คมูลค่า $100 มาให้ ซึ่งตรงกับราคาของสมาชิกแบบ PLUS นั่นเอง

ส่วนอีกข้อต้องเทียบข้อมูลจากหน้าเว็บอันแรก กับประกาศที่ 3 จะเห็นว่าในหน้าเว็บมีหมายเหตุไว้ด้านล่างว่าในส่วนที่เข้านิทรรศการฟรีนั้น ไม่รวมนิทรรศการประจำปี และประกาศที่ 3 งาน ‘Natural Habitat’ มีวงเล็บบอกไว้ว่าจัดทุกปีช่วงกันยา-พฤศจิกายน ดังนั้นข้อนี้ต้องตอบว่า November

สิ่งที่เราอ่านก็เปลี่ยนไปตามยุค ตามสมัย

จากที่เคยเป็นใบประกาศ โฆษณา หรืออีเมลตอบโต้ ก็เพิ่มรูปแบบ chat log หรือหน้าต่างแชทระหว่าง 2 คน หรือ มากกว่า 2 คน เข้ามาด้วย ให้อ่านแล้วตอบคำถาม เช่น

TOEICChange_2

(Click ที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม และกด Back (<–) เพื่อกลับมาที่บทความ)

Ex. At 10.35 A.M. what does Mr. Swanson mean when he writes, “I don’t have a key”?

(A) He is not allowed to make a purchase.

(B) He has not yet been officially hired.

(C) He cannot access a storage room.

(D) He is waiting to receive a shipment.

ประเภทคำถามก็หลายหลายมากขึ้น

1. เพิ่มโจทย์ประเภทให้เลือกตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อเอาประโยคที่ให้มาเข้าไปแทรก เช่น

October 20

Mr. Hubert West

Dear Mr. West

–[1]–. Since the course is very successful, we want to ensure that the new course meets the expectations of students. The content will include songs to be easily understood. – [2]–.

The contract will remain unchanged. –[3]–. Please sign the agreement. I would appreciate it if you could return it to me by November 3. – [4]–. Please contact me if you have any questions or concerns at all.

Ex. In which of the positions marked [1], [2], [3], and [4] does the following sentence best belong?

“Movies in class are also sure to interest them.”

    (A) [1]       (B) [2]        (C) [3]         (D) [4]

2. เพิ่มคำถามแบบใหม่เพื่อทดสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ โดยต้องพิจารณาจากบริบทของบทความ

Ex. At 12.15, what does Mr. John mean when he writes “Sure thing”?

(A) He has confirmed the arrival time of the flight.

(B) He is certain will be able to find a parking place.

(C) He agrees to wait at the door near the customer area.

(D) He knows Mr. Buch must pass through the customs.

Comment

Reading Comprehension แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนอย่างเห็นชัดที่สุด อย่างไรก็ตาม เป็นเพียงการปรับให้ทันยุคสมัยมากขึ้น มีการใส่การอ่าน Chat Log เพิ่มเข้าไป เทคนิคที่ใช้ทั้งหมดยังคงเป็นเทคนิคเดิมๆ ไม่ว่า จะเป็น การอ่านโจทย์ วง Keyword เพื่อกลับไปหาคำตอบอย่างแม่นยำ และ การเข้าใจ Organization Pattern ของการอ่านในหลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่ม Speed ในการหาคำตอบ รวมถึงมีพื้นฐานเชิงไวยกรณ์ที่ดี เพื่อ Focus คำหลักๆ ช่วยลดความสับสนในการหาคำตอบ และโดน Choice หลอก และมีคลังคำศัพท์ที่เหมาะสมเพียงพ่อต่อการสอบ TOEIC

ส่วนที่ยากขึ้นนั้น มีเพียง Workload ที่มากขึ้น เนื่องจากจำนวนบทความที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมี Multiple Passages เพิ่มเข้ามาด้วย กล่าวได้ว่าเป็น Speed Test ที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม และจะไม่มีทางทำทันได้เลย หากท่านไม่สามารถทำ Part 5 และ Part 6 ให้เสร็จภายใน 20 – 25 นาที ดัง Criteria ที่กำหนด

สรุป

ข้อสอบ TOEIC แบบใหม่นั้นจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของโจทย์ในบางพาร์ทให้ทันสมัยขึ้น และเกลี่ยจำนวนข้อสอบในแต่ละพาร์ทเพื่อโฟกัสที่การใช้งาน และความเข้าใจภาษาอังกฤษมากขึ้น โดยทาง ETS เคลมว่า ระดับความยากไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สำหรับเราๆ ที่ชินกับการสอบแบบเดิม ถ้าไปทำข้อสอบแบบใหม่อาจรู้สึกว่าได้คะแนนมายากขึ้น คือ ต้องมีสมาธิที่ดีขึ้นในส่วนการฟัง ต้องเข้าใจลึกลงไปมากขึ้นในการตอบคำถามส่วนที่วัดคะแนนระดับสูง ต้องทำได้อย่างรวดเร็วขึ้นอีกในส่วนการอ่าน

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคงเดิม คือพื้นฐานส่วน Grammar และคำศัพท์ ที่ต้องตรง แม่น และพอเพียงจำเป็นต่อการสอบ รวมถึง ขั้นตอนการฝึกที่ต้องมีขั้นตอนชัดเจนในทุก Part พร้อมประยุกต์โจทย์ทุกรูปแบบ (ไม่ใช่เป็นเพียงการ Show Pattern ข้อสอบให้ดูง่าย ดู Wow แต่สุดท้ายไม่สามารถประยุกต์ได้) และฝึกกับข้อสอบหลายรูปแบบ เพื่อฝึกบริหารเวลา

เอาเป็นว่า ถ้าถึงเวลาที่ข้อสอบจะเปลี่ยน อาจารย์โจจะรีบมาบอก รวมถึง เพิ่มส่วนข้อสอบแบบใหม่ เข้าไปให้ฝึกฝนฟรีๆ อีกไม่ต่ำกว่า 5-6 ชุด แน่นอนครับ แต่ทางที่ดี รีบสอบเอาคะแนนซะตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ ^^

 

————————————————————————————————————

the Complete E-Book for TOEIC 700+

     O 44 บทความ

     O 25 Video Clips สนับสนุนบทความ ความยาว 7 ชั่วโมง

     O เอกสารแจกฟรี

     O Real Online Simulation Exam ทราบผลทันที

เทคนิคใน Clip ประกอบ 44 บทความนี้ เป็นเพียง Preview (ประมาณ 10%) สำหรับ คอร์สรับรองผล TOEIC 700+ Full Package เท่านั้น 

————————————————————————————————————

>> เลือกติว TOEIC กับ สถาบันเฉพาะ ที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี โดยอาจารย์จุฬา 100% (คะแนน TOEIC 950+) มีผลงานความสำเร็จจับต้องได้ และได้รับความเชื่อถือจากองค์กรชั้นนำ มากที่สุดในประเทศไทยเท่านั้น “ต้องวัดผลได้จริง ไม่ใช่แค่บอกให้เรียนซ้ำ” www.englishmeup.com/testimonial.php

>> การศึกษาไม่ใช่สินค้า อย่าฝากอนาคตไว้ที่คำโฆษณา ศึกษารูปแบบคอร์สทุกประเภท องค์ประกอบการรับรองผล ราคา และโปรโมชั่น ท้้งคอร์สในสถาบันและคอร์สออนไลน์ พร้อมทดลองเรียนและใช้งาน Online Platform ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมจาก SIPA ฟรี ได้ที่ www.englishmeup.com/toeic/schedule/

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *