Article 20 : ปัจจัยความสำเร็จ พิชิต IELTS Listening 6.5+( IELTS Listening 2 )

admin No Comments

ก่อนเริ่มอ่านบทความเตรียมสอบ IELTS ซึ่งรวมบทวิเคราะห์ข้อสอบ และกลยุทธ์ทำคะแนนในแต่ละ Part การสอบ … ขอให้นักเรียนเริ่มจาก 11 บทความเปลี่ยนทัศนคติต่อภาษาอังกฤษ ที่ blog.englishmeup.com/grammar เนื่องจากโครงสร้างทางภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการต่อยอดด้วยเทคนิคเฉพาะการสอบ 

 

The Complete Blog for IELTS 6.5+ ประกอบด้วย 

      O 29 Articles

      O VDO สนับสนุนบทความกว่า 3 ชั่วโมง

      O เอกสารดาวน์โหลดฟรีมากมาย

โดยแบ่งเป็น        >> Writing 10 Articles 

                             Reading 8 Articles

                             Listening 5 Articles

                             Speaking 6 Articles

วิธีใช้ Blog ให้มีประสิทธิภาพ

เนื่องจากบทความมีความต่อเนื่อง จึงควรศึกษาตามลำดับ 1-29 หรือตามลำดับ Part ดังนี้

Writing >>> Reading >>> Listening >>> Speaking 

หมายเหตุ

เมื่อนักเรียน Log in เข้ามาที่ blog.englishmeup.com/ielts ไม่ว่าจะโดยกด Link หน้าเวปไซต์ หรือสื่อต่างๆ ระบบจะนำนักเรียนมาที่ Writing Part ซึ่งจะเห็นเพียง 10 บทความเท่านั้น .. ให้นักเรียนเลื่อนลงมา [Mobile] หรือ มองไปทางด้านขวา [Desktop Computer] จะเห็นหัวข้อ Category นักเรียนสามารถติ๊กเลือก Part ต่อๆ ไป ได้จากตรงนี้ครับ (พยายามอย่าเลือก IELTS หัวข้อใหญ่ เพราะลำดับของบทความอาจไม่เรียง)

 

เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนออกรบ พิชิต IELTS Listening ชิวๆ

 3

เทียบคะแนนการฟัง

สำหรับเรื่องของคะแนนในส่วนการฟังนี้ลักษณะการวัดคะแนนจะคล้ายกับ Reading part เนื่องจากจะมีคำถามทั้งหมด 40 ข้อ และนำคะแนนดิบที่เราทำได้จาก 40 ข้อนั้นมาตีเป็นBand ค่ะ มาดูกันเถอะ ตั้งเป้าไว้สูงๆ นะ

Band score Raw score out of 40

 

เตรียมตัวให้พร้อมย่อมมีชัยในการฟังจริง (IELTS Listening 2)

ในที่นี้ เชื่อว่าทุกคนย่อมหวัง 7 ไว้เป็นขั้นต่ำใช่ไหมคะ (เราควรหวังสูงไว้ก่อนไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ฮา) ซึ่งในส่วนของการฟังไม่ยากไปกว่า Reading part ค่ะ ดังนั้น ทุกคนสามารถผิดได้ 10 ข้อ ซึ่งไม่ใช่จำนวนที่น้อยเกินไป หากเรามีเทคนิคที่จะช่วยทำให้เดาได้อย่างมีทิศทางมากขึ้น

เตรียมตัวให้พร้อมย่อมมีชัยในห้องสอบจริง

อย่างที่โอดครวญไปเมื่อช่วงต้นว่าพาร์ตการฟังต้องอาศัยการฝึกที่ยากกว่าพาร์ตอื่น เนื่องจากเป็นเรื่องของทักษะที่อาศัยเวลาในการฝึกมากๆ แถมคนที่จะฟังได้ดีก็คือเป็นคนที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษทุกวัน แต่อยากบอกว่าจริงๆแล้วเนี่ยการฟังมันฝึกฝนในเวลาที่จำกัดได้เหมือนกันนะคะ ขอเพียงแค่เริ่มตั้งแต่วันนี้เท่านั้น มาดูกันค่ะว่าต้องเริ่มจากอะไรบ้าง

อันดับแรกเลย เรื่องของบทสนทนาที่เวลาเราพูดกันในชีวิตจริงเนี่ย มันจะต่างจากเรื่องราวที่เราเห็นและเรื่องราวที่เราจากบทความในหนังสือเรียนถูกมั้ยคะ เพราะบางที การพูดของคนเราจะมี การแสดงความคิดเห็น  และ การแสดงความรู้สึก ออกมา (Verbal Expressions) ดังนั้นควรดูคำที่ใช้บอกความรู้สึก รวมถึงดีกรีในการเห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดมา ยกตัวอย่าง Verbal Expressions นะคะ

I totally agree เห็นด้วยอย่างยิ่ง
I think that’s hard to believe เหลือเชื่อจริงๆ เซนส์จะออกไปในทางลบนิดนึงค่ะ
I am not so sure about that. ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนะ
I think you are absolutely right คุณนี่พูดถูกหมดเลย

เป็นต้นค่ะ

ซึ่งคำที่ใช้แสดงความรู้สึกเหล่านี้บางครั้งจะอยู่ในข้อสอบแล้วถามว่าผู้พูดคนแรกรู้สึกอย่างไร ผู้พูดคนที่ 2 รู้สึกอย่างไร บางครั้งก็จะเป็นชื่อคนแล้วถามว่าคนนี้คิดเห็นอย่างไร มาเป็นการจับคู่เลยก็มีค่ะ ดังนั้นถ้าเรารู้คำพูดที่ใช้แสดงความคิดเห็นเหล่านี้จะทำให้เราทำข้อสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือต้องรู้และแยกให้ได้ว่ารู้สึกเป็นบวกหรือลบนะคะ

Grammar ก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งไม่ว่าการสอบพาร์ตใดก็ก็ใช้ไวยากรณ์ทั้งนั้น ในเมื่อภาษาอังกฤษมีไวยากรณ์เป็นหัวใจหลัก

แต่ทั้งนี้ อยากจะบอกว่าไวยากรณ์ใน Listening ไม่ได้สำคัญหรือเข้มข้นเท่ากับส่วนอื่นๆของการสอบ ซึ่งสิ่งที่เราต้องโฟกัสในเรื่องของไวยากรณ์สำหรับ Listening Part มีดังต่อไปนี้ค่ะ

• Part of speech
สำหรับข้อสอบการฟัง การที่เรารู้หน้าที่ของคำจะช่วยทำให้เราเดาคำตอบได้ง่ายขึ้นหากเราสามารถจำแนกได้ว่าช่องว่างต้องการคำตอบอะไร เวลาที่เราฟัง เราจะได้โฟกัสกับประเภทของคำตอบมากขึ้นนั่นเองค่ะ
ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราเห็นแล้วว่าช่องว่างเขาต้องการคำนามเป็นคำตอบดังนั้นเวลาที่เราได้ยินคำอะไรก็ตามที่เป็นกริยา เราก็จะไม่นำมาใส่แน่นอน
เช่น
In the middle of __________
เจอแบบนี้ เห็น preposition รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการ N ค่ะ
และอีกอย่างหนึ่งที่แม้จะเป็นเรื่องย่อยๆ แต่ก็สำคัญเหมือนกันใน part of speech ก็คือเรื่องของคำนาม รวมถึงกริยา มาพูดกันทีละเรื่องนะคะ

1. คำนาม แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ Countable Noun และ Uncountable Noun
ซึ่งทีนี้ก็ต้องดูด้วยว่าตำแหน่งที่ว่างไปต้องการคำตอบเป็นคำประเภทไหน หากเป็นคำนาม เป็นตำแหน่งของ N ที่เป็นพหูพจน์หรือเปล่า ถ้าเป็นพหูพจน์ก็อย่าลืมเติม s ด้วยนะคะ ซึ่งถ้ามันเป็นตำแหน่งของเราที่เป็นพหูพจน์ บางครั้งข้างหน้าช่องว่าง จะไม่มี article สองตัวอย่าง a หรือ an เพื่อบอกว่ามีจำนวนเดียว และอาจมีคำดังต่อไปนี้ปรากฏอยู่
Many             several                   few
ซึ่งต้องการ N. ที่เป็นพหูพจน์ตามนั่นเองค่ะ เห็นมั้ยว่าไม่ยากเลย
2. ในส่วนของคำกริยาเช่นกันต้องดูด้วยว่าตำแหน่งที่หายไปนั้นต้องการคำกริยาที่ผันรูปตามอะไร หรือไม่บางที อาจจะต้องใส่-ing หรือ -ed  ค่ะ ระวังเรื่องของตัวสะกดให้ดีน้า

 

————————————————————————————————————

>> เลือกติว IELTS กับ สถาบันเฉพาะ ที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี โดยอาจารย์จุฬา และ Top U. จากต่างประเทศ มีผลงานความสำเร็จจับต้องได้ และได้รับความเชื่อถือจากองค์กรชั้นนำ มากที่สุดในประเทศไทยเท่านั้น www.englishmeup.com/testimonial.php…

>> การศึกษาไม่ใช่สินค้า อย่าฝากอนาคตไว้ที่คำโฆษณา ศึกษารูปแบบคอร์สทุกประเภท องค์ประกอบการรับรองผล ราคา และโปรโมชั่น ท้้งคอร์สในสถาบันและคอร์สออนไลน์ ได้ที่ www.englishmeup.com/ielts/schedule/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *